fbpx

ทำความเข้าใจ โรค SLE ภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง

ภาพโดย Jill Wellington จาก Pixabay

Systemic lupus erythematosus  เป็น โรคลูปัสที่พบได้บ่อยที่สุด SLE เป็นโรคภูมิต้านตนเองที่ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีเนื้อเยื่อของตัวเอง.

 ทำให้เกิดการอักเสบอย่างกว้างขวางและความเสียหายของเนื้อเยื่อในอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ อาจส่งผลต่อระบบในร่างกายหลายระบบ เช่น

  • ระบบข้อต่อ และ กระดูก มักมีอาการปวดข้อ ข้ออักเสบ ด้านซ้าย ด้านขวา มีอาการปวดไม่เท่ากัน
  • ระบบผิวหนัง ทำให้ เกิดเป็นผื่น รูปผีเสื้อที่ผิวหน้า หรือ ผื่นแพ้แสง หรือ มี ลักษณะขึ้นผื่นเป็นแว่นๆ เมื่อถูกแสง
  • ระบบสมอง ทำให้ปวดศรีษะ ความจำเสื่อม เกิดอาการชัก และ อาการทางจิต 
  • ระบบปอด  ทำให้เจ็บหน้าอก จาก ภาวะเยื่อหุ้มปอดอักเสบ หอบเหนื่อย ความดันในปอดสูง
  • ระบบไต ผลต่อระบบไต ( CKD ) (nephritic syndrome ) ไตรั่ว
  • และ ระบบหลอดเลือด และ หัวใจ  ทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเจ็บหน้าอก หัวใจล้มเหลวเพราะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

( ถ้าเกิดเป็นโรคนี้ ไม่มีวิธีรักษา สามารถช่วยควบคุมได้ ทางการแพทย์และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต.)

 ร้ายแรงแค่ไหน?

     ความร้ายแรงของ  มีตั้งแต่ไม่รุนแรงจนถึงอันตรายถึงชีวิต โรคนี้ควรได้รับการรักษาโดยแพทย์หรือทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วยโรคเอสแอลอี ผู้ที่เป็นโรคลูปัสที่ได้รับการดูแลทางการแพทย์ การดูแลป้องกัน และการศึกษาที่เหมาะสม สามารถปรับปรุง การทำงาน และ คุณภาพชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ.

ภาวะแทรกซ้อนของ  คืออะไร?

      มีผล ทั้งระยะสั้น และ ระยะยาว ต่อชีวิตของบุคคล การวินิจฉัยโรค ตั้งแต่เนิ่นๆ แล การรักษาที่มีประสิทธิภาพสามารถช่วยลดผลเสียของ SLE และ เพิ่มโอกาสในการทำงาน และ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การเข้าถึงการรักษาที่ไม่ดี การวินิจฉัยล่าช้า การรักษาที่มีประสิทธิภาพน้อยลง และ การยึดมั่นในสูตรการรักษาที่ไม่ดีอาจเพิ่มผลเสียหายของ SLE ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนมากขึ้นและเสี่ยงต่อการเสียชีวิต.

สามารถ จำกัดการทำงานของร่างกาย จิตใจ และ สังคมของบุคคล ข้อจำกัดเหล่านี้ที่ผู้ป่วย SLE ประสบอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของพวกเขา โดยเฉพาะ ความรู้สึกเหนื่อยล้า ความเหนื่อยล้าเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดที่ส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเอสแอลอี. งานวิจัยหลายชิ้น เป็นตัววัดในการกำหนดคุณภาพชีวิตของ ผู้ที่เป็นโรคเอสแอลอี เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบในชีวิตการทำงาน ของผู้ป่วย.

SLE เกิดจากอะไร?

ไม่ทราบสาเหตุของโรคเอสแอลอี แต่เชื่อกันว่าเชื่อมโยงกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม พันธุกรรม และฮอร์โมน.

อาการและอาการแสดงเป็นอย่างไร?

     ผู้ที่เป็นโรคเอสแอลอีอาจพบอาการต่างๆ ซึ่งรวมถึงความเหนื่อยล้า ผื่นที่ผิวหนัง มีไข้ และปวดหรือบวมที่ข้อต่อ ในบางคน การมีอาการ  เป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าอาการวูบวาบ อาจเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง บางครั้งห่างกันเป็นปี และหายไปในบางครั้ง ซึ่งเรียกว่าภาวะทุเลาลง อย่างไรก็ตาม  อาจประสบกับ อาการกำเริบของโรคเอสแอลอีบ่อยขึ้นตลอดชีวิต. 

     อาการอื่นๆ อาจรวมถึงการไวต่อแสงแดด แผลในช่องปาก โรคข้ออักเสบ ปัญหาปอด ปัญหาหัวใจ ปัญหาเกี่ยวกับไต อาการชัก โรคจิต เซลล์เม็ดเลือดและความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน

ผู้หญิงที่เป็นโรคเอสแอลอีสามารถตั้งครรภ์ที่มีสุขภาพดีได้หรือไม่?

       การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์การรักษามักเป็นปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหญิงสาววัยเจริญพันธุ์ (15 ถึง 44 ปี) เนื่องจากการรักษา SLE อาจต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันอย่างแรงที่อาจมีผลข้างเคียงที่รุนแรง ผู้ป่วยหญิงจึงต้องหยุดใช้ยาก่อนและระหว่างตั้งครรภ์เพื่อป้องกันเด็กในครรภ์จากอันตราย.  ผู้หญิงที่เป็นโรคลูปัสสามารถตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัยและส่วนใหญ่จะมีการตั้งครรภ์ตามปกติและทารกที่แข็งแรง อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงทุกคนที่เป็นโรคลูปัสที่ตั้งครรภ์จะถือว่ามี “การตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง

 พันธุกรรม สัมพันธ์​กับโรคนี้ไหม ?

     ผู้ป่วยโรคเอสแอลอีส่วนใหญ่ไม่มีสมาชิกในครอบครัวที่เป็นโรคนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคเอสแอลอีบางคนมีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้ ผู้ชายและผู้หญิงที่มีสมาชิกในครอบครัวที่เป็นโรค มีความเสี่ยงต่อโรคเพียงเล็กน้อยเท่านั้น.

การรักษาโรค  มักต้องใช้วิธีการแบบทีมเนื่องจากจำนวนอวัยวะที่อาจได้รับผลกระทบมีหลายระบบ

การรักษาโรคเอสแอลอีประกอบด้วย ยากดภูมิคุ้มกันเป็นหลัก ซึ่งยับยั้งการทำงานของ ระบบภูมิคุ้มกัน มักใช้

  • ไฮดรอกซีคลอโรควิน และ
  • คอร์ติโคสเตียรอยด์ (เช่น เพรดนิโซน) เพื่อรักษา องค์การอาหารและยาอนุมัติ belimumab ในปี 2554 ซึ่งเป็นยาตัวใหม่สำหรับโรค ในรอบกว่า 50 ปี

อาจเกิดขึ้น กับ ภาวะภูมิต้านตนเองอื่นๆ ที่ ต้องการ การรักษา เพิ่มเติม เช่น กลุ่มอาการโจเกรน กลุ่มอาการ แอนไทฟอสโฟไลปิด โรคไทรอยด์อักเสบ โรคโลหิตจาง จากเม็ดเลือดแดงที่ไม่ทราบสาเหตุ และ ภาวะเกล็ดเลือดต่ำไม่ทราบสาเหตุ

บุคคล สามารถเสียชีวิต จากโรคเอสแอลอี ได้ หรือ ไม่?

     สาเหตุของการเสียชีวิต ก่อนวัยอันควร ที่เกี่ยวข้องกับ โรคเอสแอลอี ส่วนใหญ่ เกิดจากโรคที่ลุกลาม อวัยวะล้มเหลว 

  • (เช่น ไต) 
  • การติดเชื้อ หรือ
  • โรคหลอดเลือดหัวใจจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบอย่างรวดเร็ว

      ในกลุ่มผู้ป่วย โรคเอสแอลอี ระดับนานาชาติ ที่มี การติดตามผลโดยเฉลี่ยมากกว่า 8 ปี ระหว่างปีพ.ศ. 2501-2544 ระยะการสังเกต การเสียชีวิต จากการสังเกต พบสูงกว่าที่คาดไว้มาก จากสาเหตุทั้งหมด 

*****โดยเฉพาะอย่างยิ่ง******

  • โรคระบบไหลเวียนเลือด 
  • การติดเชื้อ 
  • โรคไต และ
  • มะเร็งบางชนิด 

ผู้ที่เป็นเพศหญิง อายุน้อยกว่า และมี  ในช่วงเวลาสั้น ๆ มีความเสี่ยงสูงที่จะเสียชีวิตจากโรค

     เข้าใจ ในตัวโรค ทำให้เรา สามารถปฏิบัติตัว เพื่อช่วย ทั้งเราทั้งหมอ โรคเอสแอลอี เป็นโรคที่เกี่ยวกับหภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่ง ตามปกติ ระบบภูมิคุ้มกัน ของ ร่างกาย ที่เรามีกันในคนปกติ นั้น เปรียบเหมือน ทหารที่คอยป้องกันร่างกาย ให้ปลอดภัย จากเชื้อโรค จากสาร ที่เป็น พิษต่างๆ ที่เป็น สิ่งแปลกปลอม เข้าสู่ร่างกาย เป็น กลไก ที่ธรรมชาติมีอยู่แล้ว. มี อยู่ หลายกรมกอง ทำงาน อยู่ในร่างกาย ของ มนุษย์เรา มีหน้าที่ ป้องกันในส่วนต่างๆ ตามแต่ละหน้าที่. แต่เผอิญ ทหารที่ทำหน้าที่ดูแลปกป้องร่างกาย ของเรา ทำหน้าที่ด้วย ขยัน จนมากเกินไป ไม่ได้ ทำหน้ที่ กำจัดเฉพาะเชื้อโรคที่เข้ามา ดันไปกำจัด ทำลายเนื้อเยื่อ หรือ อวัยวะของ ตัวเราเองด้วย. ซึ่ง ก่อให้เกิดผลที่ตามมา คือ ก่อการ อักเสบ เป็นภาวะ การอักเสบเรื้อรัง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการที่ปรากฎออกมา แตกต่างกันไป ตามอวัยวะที่โดน ทำร้าย อาจจะเป็น ที่ไต ที่ปอด ที่ผิวหนัง ที่หระบบส่วนกลาง ที่ระบบข้อ และ กล้ามเนื้อ ซึ่ง บางคน ก็โดนทำร้าย มากกว่า หนึ่งระบบ.

ลักษณะโรคมีส่วนสำคัญที่แพทย์ให้ความสนใจ คือ เป็นในเรื่องของ 

  1. ระบบ ภูมิคุ้มกันของร่างกาย 
  2. การเกิดภาวะ อักเสบ  แบบเรื้อรัง

    ระบบ ที่ ทำหน้าที่ ดูแ ลร่างกาย เปรียบได้ ทหาร ที่ดูแลปกป้องร่างกาย ของเราให้แข็งแรง และ เพราะ กลไกทหาร ที่ ทำหน้าที่ปกป้องร่างกาย มันเป็น อะไรที่สลับซับซ้อน  ดังนั้น ผู้ป่วยที่จะ ได้รับยา จะได้รับการ รักษา ด้วย ยาที่แตกต่างกันไป ซึ่งขึ้นอยู่ กับระบบ ที่เป็น และ ความรุนแรง ของอาการเจ็บป่วย.โดยการวินิจฉัยของแพทย์ ในการสั่งจ่ายยาในการรักษา. ซึ่งการใช้ยาก็มี ผลข้างเคียงต่างๆ ที่เกิดขึ้น เกิดมากน้อยแตกต่างกันตามบุคคล ซึ่งแพทย์จะประเมินเป็นระยะๆ ผู้ป่วยต้องสังเกตอาการของตัวเอง.

การรักษาในระยะแรกของการเริ่มเป็น แพทย์จะใช้ยาแบบเข้ม พอ โรคสงบ จะ สั่งจ่ายยา ลดลง จนหยุดยาไม่ต้องทานเลย. 

www.detoxforlife2901.com